ขาย ยาสอด ยาเหน็บ ยาทำแท้ง ยาขับเลือด Cytotec ของแท้ รับรองผล โทร. 088-4010904 088-4010905

หน้าแรก

วิธีสั่งซื้อ

ความแตกต่างของยาแต่ละตัว

ติดต่อสอบถาม

คำถาม - คำตอบ

 

Hotline 24 ชั่วโมง

Line ไอดี: @2planned

Tel. 088-4010904 / 088-4010905

Add Friend
เพิ่มเพื่อน 1
Add Friend
เพมเพื่อน 2

facebook

intagram

เว็ปบอร์ด (ดูรีวิว)

ยาสอด CYTOTEC Misoprostol

ยาทำแท้ง RU486 Mifepristone

วิธีใช้ ผลข้างเคียง

ปริมาณที่ใช้ตามอายุครรภ์

อายุครรภ์ 0-2 เดือน

อายุครรภ์ 2-3 เดือน

อายุครรภ์ 3-4 เดือน

อายุครรภ์ 4-5 เดือน

อายุครรภ์ 5-6 เดือน

สาระน่ารู้

การตั้งครรภ์

การคุมกำเนิด

ยาคุมฉุกเฉิน

ยาสตรี

ยาคุมกำเนิด

เพศศึกษา

หน้า 7 หลัง 7

หลั่งนอกท้องหรือไม่

มีเซ็กส์อย่างปลอดภัย

ท้องลม ท้องหลอก

คำถาม - คำตอบ

Web board

ยาสอด

มีชื่อทางการแพทย์ว่าอะไร

ไปอัลตราซาวน์ผลปรากฏว่าไม่ท้อง

จะแน่ใจได้อย่างไร

จะแน่ใจได้อย่างไรว่า

แท้งแล้วออกหมดแน่นอน

ท้องแต่ยังไม่พร้อม มีวิธีทำแท้งแบบไหนบ้าง มีผลข้างเคียงยังไง

ยาสอดมีกี่ชนิด แตกต่างกันยังไง

หาซื้อได้ที่ไหน

การใช้ cytotec +

mifepristone

ใช้ยาสอดอย่างเดียว

สามารถทำแท้งได้หรือไม่

ดูดออกต่างจากการ

ทำแท้งแบบอื่นยังไง

อยากทราบ

สถานที่ทำแท้ง

ตรวจสอบรหัสพัสดุ

การตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ ท้อง แพ้ท้อง

 

การตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์ คือ ช่วงระยะเวลาเริ่มหลังจากการปฏิสนธิ โดยที่ตัวอสุจิ (sperm) ผสม (conceive) กับ ไข่ (egg)ในสภาวะและเวลาที่เหมาะสม จนถึงการคลอด โดยในมนุษย์ใช้เวลาในการตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน

สภาวะที่เหมาะสมในการเริ่มตั้งครรภ์


1.ไข่ต้องสมบูรณ์


โดยทั่วไปผู้หญิงจะมีไข่เดือนละ 1 ใบ อยู่ในรังไข่ข้างใดก็ได้ ประมาณกึ่งกลางรอบเดือนซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 14 หล้งจากวันที่มีประจำเดือนวันแรก ไข่จะเคลื่อนที่เพื่อเตรียมผสม

2.อสุจิต้องแข็งแรงและมีปริมาณมากพอ


ทั้งนี้เพราะกว่าจะไปถึงไข่ อสุจิต้องผ่านสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ผ่านโพรงมดลูก ในระหว่างนี้อสุจิบางส่วนอาจวิ่งไปคนละทางกับเป้าหมาย ทำให้เหลืออสุจิรอดไปถึงไข่ได้ไม่มาก สุดท้ายอสุจิที่หาไข่เจอจะต้องมีความสามารถในการเจาะไข่เพื่อผสมได้ด้วย จึงจะเกิดการตั้งครรภ์ โดยปกติไข่1ใบจะผสมกับอสุจิได้เพียง1ตัวเท่านั้น

อาการของการตั้งครรภ์

เมื่อมารดามีการตั้งครรภ์จะมีเริ่มมีอาการที่สังเกตได้ดังต่อไปนี้เช่น การขาดประจำเดือน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของมารดา ถ้ามีความวิตกกังวลก็อาจทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้

จะได้รู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์

หากกำลังสงสัยหรือมีประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ หรือมีอาการที่น่าสงสัยดังที่กล่าวมาด้านบน คุณสามารถตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีอุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์ขายอยู่ ท่านสามารถซื้อหามาตรวจได้ด้วยตัวเอง


ที่ตรวจครรภ์จะมีทั้งหมด 3 แบบ แบ่งตามลักษณะของการนำชุดตรวจครรภ์ไปใช้ดังนี้

1. ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่ม (Cassette)


แบบนี้ต้องวิธีการใช้งานคือ ต้องนำปัสสาวะใส่ภาชนะแล้วนำชุดตรวจที่มีลักษณะเป็นแถบกระดาษจุ่มลงไป

2. ที่ตรวจครรภ์แบบหยด (Midstream)


แบบที่สองนี้จะมีวิธีการใช้ โดยการ นำปัสสาวะใส่ภาชนะเช่นกัน แต่จะมีหลอดดูดปัสสาวะ เพื่อนำมาหยดใส่ที่ตรวจครรภ์อีกครั้งหนึ่ง

3. ที่ตรวจครรภ์แบบผ่าน (Strip)

แบบสุดท้ายนี้เป็นแบบที่เรานำที่ตรวจครรภ์ไปจ่อให้ตรงกับปัสสาวะที่เราบ่อยออกมาได้เลย

คำแนะนำสำหรับคุณแม่คนใหม่

เมื่อคุณสุภาพสตรีทราบแน่ชัดว่ามีการตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที่ เพื่อให้แพทย์ดูแลทั้งคุณแม่และคุณลูกให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา การตั้งครรภ์รวมทั้งจะได้เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหรือความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้คุณแม่สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง

การปฏิบัติตนในระหว่างตั้งครรภ์


อาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะอาหารและทุกสิ่งที่คุณแม่รับประทานจะมีผลต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ อาหารที่ควรรับประทานได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว ผลไม้ รวมทั้งยา วิตามินที่ได้รับจากการฝากครรภ์

อาหารที่ไม่ควรรับประทาน

ได้แก่ อาหารเผ็ดจัด เค็มจัด อาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ของหมักดอง ผงชูรส ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่

การขับถ่าย

หญิงตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาท้องผูก ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ถ้าท้องผูกมาก ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์

การพักผ่อน

ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรหาเวลาพักผ่อนบ้างในตอนกลางวัน ไม่ควรยกของหนักและยืนนาน ๆ

การออกกำลังกาย

จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี หญิงตั้งครรภ์สามารถทำงานบ้านได้ตามปกติ การเดินเล่นในที่อากาศปลอดโปร่ง บริหารกายด้วยท่าง่าย ๆ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ควรหักโหมจนเหนื่อยหรืออ่อนเพลียเกินไป

การดูแลสุขภาพฟัน

หญิงตั้งครรภ์มักมีปัญหาเหงือกอักเสบและฟันผุง่าย จึงควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ และพบทันตแพทย์อยู่เสมอเพื่อตรวจเช็คสุขภาพในช่องปาก

เสื้อผ้า

ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ เลือกใช้ยกทรงที่มีขนาดเหมาะสมใส่สบาย พยุงทรงได้ดี รองเท้าควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย

การมีเพศสัมพันธ์

ควรงดในระยะใกล้คลอดหรือเมื่อมีอาการเลือดออก ในรายที่มีปัญหาอื่นควรปรึกษาแพทย์

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ทันที

1.คลื่นไส้อาเจียนมากผิดปกติ
2.มีเลือดออกทางช่องคลอด
3.ตกขาวมาก คันช่องคลอด
4.ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว
5.น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว
6.บวมตามหน้า แขน ขา
7.มีไข้สูง ปัสสาวะแสบขัด
8.ลูกดิ้นน้อยลง (อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น)
9.มีน้ำใส ๆ คล้าย ๆ ปัสสาวะออกทางช่องคลอด
10.ปวดท้องหรือท้องแข็งแกร็งบ่อยมาก
11.สิ่งที่ควรนำมาโรงพยาบาลเมื่อมาคลอด
12.ของใช้ส่วนตัวสำหรับคุณแม่
13.ของใช้สำหรับเด็กอ่อน
14.หลักฐานในการทำสูติบัตร ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้าจดทะเบียน) ชื่อบุตร (จะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ได้)

อาการแสดงว่าใกล้คอลด ควรรีบมาโรงพยาบาล

1.มีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด
2.มีน้ำเดิน
3.มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

การคลอด

ปรกติเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 9 เดือนเต็ม หรือประมาณ 281 วันจะครบกำหนดคลอด แต่ก็จะมีคุณแม่ประมาณ 4% ที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดหลังกำหนด ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วกว่ากำหนดประมาณ 10 วัน

การคลอดก่อนกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาตอนมีอายุครรภ์ไม่ถึง 40 สัปดาห์ซึ่งเด็กที่เกิดมาส่วนมากจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัม

การคลอดเกินกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาช้ากว่ากำหนด เมื่อครรภ์มีอายุครบกำหนดคลอดมากกว่า 10 วัน

อาการผิดปกติของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ที่ควรมาพบแพทย์ทันที


1.มีเลือดออกจากช่องคลอด

เมื่อตั้งครรภ์ประมาณเดือนเศษ คุณแม่บางคนอาจจะมีเลือดออกมาทางช่องคลอดเพียงเล็กน้อย เพียงแค่วันสองวันก็จะเงียบหายไป เป็นเรื่องที่ปกติที่เรียกว่า “เลือดล้างหน้า? แต่ถ้าสามวันแล้วเลือดไม่ยอมหยุด แม้จะออกเพียงแค่กระปิดประปอยก็ตาม คุณแม่ก็ต้อง ไปพบแพทย์แล้ว เพื่อตรวจหาสาเหตุว่า เลือดนั้นออกมาจากตรงส่วนไหน หรือจากอะไรกันแน่ เป็นการตั้งครรภ์ไข่ฝ่อ คือไม่มีตัวเด็กหรือเปล่า หรือว่าเป็นอย่างอื่น เพราะการที่เลือดออกหลายๆ ครั้งในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแน่นอน

2.อาการปวดท้อง หรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง

3.มีน้ำเดิน (สิ่งขับถ่ายทางช่องคลอด)

บางครั้งที่น้ำเดินเกิดขึ้นห่างจากวันครบกำหนดคลอดมาก ลูกในครรภ์ก็ยังเล็กอยู่ เมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ว่าลูกจะครบกำหนดหรือไม่ ควรรีบไปหาหมอทันที หมอจะทำการตรวจภายในเพื่อดูว่าเยื่อหุ้มลูกแตกหรือไม่ หรือถ้ายังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ถ้ามีอาการบ่งบอกมีการติดเชื้อขึ้นมาหมอก็ต้องยุติการตั้งครรภ์ ถึงแม้ยังไม่ครบกำหนดคลอด เพราะเด็กในครรภ์อาจจะติดเชื้อและเกิดอันตรายได้

4.มีไข้สูง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรักษาต่อไป

5.ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว

6.อาเจียน


อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะจะพบได้ 1 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด มักจะเกิดระหว่างอายุครรภ์ 6-12 สัปดาห์ และจะหายไปเองภายหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นก็ได้ ถ้าอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นมาก และเป็นตลอดทั้งวัน จนกระทั่งร่างกายได้รับอาหารและน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีผลร้ายอื่นๆ ตามมาจนอาจเป็นอันตรายได้ ถ้าได้รับการช่วยเหลือและดูแลไม่ทัน

7.ทารกในครรภ์หยุดดิ้นหรือดิ้นน้อยลง

ถ้ามารดารู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงหรือลดลง เป็นสัญญาณอันตรายที่มารดาต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไปว่าทารกในครรภ์มีสุขภาพเป็นอย่างไรและต้องให้การรักษาหรือไม่ ซึ่งการที่ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงมักเกิดร่วมกับภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ และก่อนที่ทารกในครรภ์จะเสียชีวิต 12-48 ชั่วโมงจะพบว่ามารดาจะให้ประวัติว่าทารกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น ดังนั้นการบันทึกหรือนับการดิ้นของทารกในครรภ์จะช่วยในการค้นหาหรือแก้ไขภาวะ ที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได

 

ขาย ยาสอด ยาเหน็บ ยาทำแท้ง ยาขับเลือด cytotec ไซโตเทค ru486 cytolog ของแท้ รับรองผล

โทร. 088-4010904 088-4010905 Line ไอดี: @2planned ชมเว็ปไซต์ www.2planned.com