ยาสอด ยาเหน็บ ยาทำแท้ง ยาขับเลือด CYTOTEC RU486

ขาย ยาสอด ยาเหน็บ ยาทำแท้ง ยาขับเลือด ทำแท้ง Cytotec Ru486 ของแท้ รับรองผล

ขาย ยาสอด ยาเหน็บ ยาทำแท้ง ยาขับเลือด ทำแท้ง Cytotec Ru486 ของแท้ รับรองผล

image35
image36

แอด Line มาปรึกษาได้ 24ชม.

ตัวยา

เราพร้อมที่ช่วยคุณแก้ปัญหา โทรปรึกษากับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

image37

ยาสอด CYTOTEC ไซโตเทค คือ
ยาสอด CYTOTEC ไซโตเทค คือยา Misoprostol เป็นยา prostaglandin E 1ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคกระเพาะ โดยเฉพาะที่เกิดจากการใช้ยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAID มีคุณสมบัติที่ดีหลายๆอย่างในทางสูติ เป็นยาหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ทำให้เกิดมิติใหม่ในการรักษาทางสูติ ที่หมอสูติเกิดความกระตือรือล้นในการนำมันมาใช้ เช่น ใช้เตรียมปากมดลูกก่อนทำหัตถการในมดลูก ใช้ในการทำให้เกิดการแท้ง ผู้หญิงหลายคนต้องการเลือกทำแท้งโดยการใช้ยาแทนการใช้วิธีดูดออก หรือหาสถานที่ทำ เพราะมีความรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติมากกว่า ต้องการความเป็นส่วนตัวมากที่สุดในบ้านของตัวเอง      ทางเลือกนี้สามารถใช้ได้กับผู้หญิงไม่พร้อมตั้งครรภ์       โดยการใช้ Ru486 + Cytotec ซึ่งมีประสิทธิภาพในการใช้งาน 98% Misoprostol ยาสอด ทำให้มดลูกเกิดภาวะบีบตัว และ มีการขับเลือด เหมือนกับการขับประจำเดือน แต่จะมี อาการปวดมากกว่า และ เลือดออกในปริมาณ เยอะกว่า ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางคน คือ มีอาการอาเจียนและท้องเสีย สำหรับโอกาสในการที่ว่าการทำแท้ง ด้วย Misoprostol จะประสบความสำเร็จมีมากถึง 90% สามารถหาซื้อได้ที่ www.2planned.com

CYTOLOG

image38

Cytolog misoprostol อินเดีย ผลิตจากบริษัท Zydus Alidac ตัวนี้ขายกันเยอะมาก ราคาไม่จัดว่าสูง เมื่อเทียบกับ cytotec ราคาต่างกันเกือบครึ่งเลยทีเดียว แต่คุณภาพตามราคา  ต้องเพิ่มตัวยาเข้าไปเพื่อให้ประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน สรุปราคาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย แต่ถือเป็นอีกตัวเลือก สำหรับคนที่ต้องการประหยัดงบประมาณ แต่อาจจะน่ารำคาญตรงที่ต้องใช้หลายเม็ด

ยาทำแท้งแบบกิน ยากิน ยาทำแท้ง RU486 Mifepristone

image39

ยากิน, RU486, Mifepristone คืออะไร ยากิน, RU486, Mifepristone จะใช้ในการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ที่น้อยกว่า 49 วันในระยะเวลา ซึ่งทำงานโดยการหยุดจ่ายฮอร์โมนเพศที่เข้าไปดูแลการทำงานของมดลูก เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้มดลูกไม่สามารถรองรับการตั้งครรภ์และ เริ่มมีการขับเซลล์เลือดออกมา ปัญหาทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ควรระมัดระวังในการใช้ ยากิน, RU486, Mifepristone เพื่อลดปัญหาที่ส่งผลกระทบกับการใช้ยาตัวนี้ คุณควรรับการให้คำปรึกษาเพื่อแน่ใจก่อนการใช้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง : กรณีเกิดความผิดพลาดในการใช้ Mifepristone ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีปัญหาการทำงานของหมวกไต ผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดออกไม่เป็นปกติ หรือ มีภาวะเลือดออกช่องคลอดมากเกิน ไป หรือ ผู้ป่วยอยู่ที่อยู่ในภาวะเลือดจางอย่างรุนแรง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคปอด ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ที่สูบบุหรี่ ( มากกว่า 10 มวนต่อวัน ) หรือ มีการดื่มสุรา และ สูบบุหรี่จัด คุณควรระมัดระวังหากคุณมีปัญหาตามเงื่อนไขดังกล่าว เพราะจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการใช้ Mifepristone และอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังในอนาคตได้ การตั้งครรภ์นอกมดลูก Mifepristone ไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ของคุณได้

ยาสอดมีกี่ชนิด แตกต่างกันยังไง หาซื้อได้ที่ไหน

ยาสอด ยาเหน็บ ยาขับเลือด ทำแท้ง ยา เหน็บ มีหลายชนิด แต่ไม่มีขายทั่วไป แพง เก็บรักษายาก ต้องแช่เย็น อายุสั้น ที่มีแพร่หลาย ก็ตัวนี้แหละ misoprostol หรือชื่อทางการค้าว่า cytotec เคยมีรายงานเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของ cytotec กับ gemepost ตามหลังการใช้ยา RU486 เพื่อยุติการตั้งครรภ์ ปรากฏว่าได้ผลไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาเหน็บ คิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปหายาเหน็บตัวอื่นมาใช้อีก นอกจากเขาล่ะ cytotec ตามร้านขายยาใหญ่ๆมักจะมีขาย เนื่องจากยาตัวนี้ ตอนขออนุญาตขึ้นทะเบียน ได้ขอเป็นยารักษาโรค กระเพาะ มีกรรมการท่านนึงได้ให้ข้อสังเกตุว่า ฤทธิ์ของยาต่อมดลูก อาจทำให้มีการนำยามาใช้ในแง่ของสูติ มากกว่าข้อบ่งชี้ที่ บริษัทยาขึ้นทะเบียน ซึ่งก็เป็นจริงในประเทศบราซิล ยุคนึงมีการใช้ยาตัวนี้อย่างแพร่หลายมาก คนไข้ที่ไปนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับการแท้ง 70%จะผ่านยาตัวนี้มาก่อน จนรัฐบาลต้องออกกฏหมายควบคุมการใช้ยาตัวนี้ ความแพร่หลายจึงลดลง ไม่รู้ว่าเมืองไทยวันนึงจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า

เรียนรู้เพิ่มเติม

แอด line มาปรึกษาได้ 24ชม.

การตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ ท้อง แพ้ท้อง

การตั้งครรภ์
         การตั้งครรภ์ คือ ช่วงระยะเวลาเริ่มหลังจากการปฏิสนธิ โดยที่ตัวอสุจิ (sperm) ผสม (conceive) กับ ไข่ (egg)ในสภาวะและเวลาที่เหมาะสม จนถึงการคลอด โดยในมนุษย์ใช้เวลาในการตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน

         สภาวะที่เหมาะสมในการเริ่มตั้งครรภ์

1.ไข่ต้องสมบูรณ์
         โดยทั่วไปผู้หญิงจะมีไข่เดือนละ 1 ใบ อยู่ในรังไข่ข้างใดก็ได้ ประมาณกึ่งกลางรอบเดือนซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 14 หล้งจากวันที่มีประจำเดือนวันแรก ไข่จะเคลื่อนที่เพื่อเตรียมผสม

2.อสุจิต้องแข็งแรงและมีปริมาณมากพอ
           ทั้งนี้เพราะกว่าจะไปถึงไข่ อสุจิต้องผ่านสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ผ่านโพรงมดลูก ในระหว่างนี้อสุจิบางส่วนอาจวิ่งไปคนละทางกับเป้าหมาย ทำให้เหลืออสุจิรอดไปถึงไข่ได้ไม่มาก สุดท้ายอสุจิที่หาไข่เจอจะต้องมีความสามารถในการเจาะไข่เพื่อผสมได้ด้วย จึงจะเกิดการตั้งครรภ์ โดยปกติไข่1ใบจะผสมกับอสุจิได้เพียง1ตัวเท่านั้น

อาการของการตั้งครรภ์
         เมื่อมารดามีการตั้งครรภ์จะมีเริ่มมีอาการที่สังเกตได้ดังต่อไปนี้เช่น การขาดประจำเดือน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของมารดา ถ้ามีความวิตกกังวลก็อาจทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้

จะได้รู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์
         หากกำลังสงสัยหรือมีประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ หรือมีอาการที่น่าสงสัยดังที่กล่าวมาด้านบน คุณสามารถตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีอุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์ขายอยู่ ท่านสามารถซื้อหามาตรวจได้ด้วยตัวเอง

ที่ตรวจครรภ์จะมีทั้งหมด 3 แบบ แบ่งตามลักษณะของการนำชุดตรวจครรภ์ไปใช้ดังนี้

1. ที่ตรวจครรภ์แบบจุ่ม (Cassette)
แบบนี้ต้องวิธีการใช้งานคือ ต้องนำปัสสาวะใส่ภาชนะแล้วนำชุดตรวจที่มีลักษณะเป็นแถบกระดาษจุ่มลงไป

2. ที่ตรวจครรภ์แบบหยด (Midstream)แบบที่สองนี้จะมีวิธีการใช้ โดยการ นำปัสสาวะใส่ภาชนะเช่นกัน แต่จะมีหลอดดูดปัสสาวะ เพื่อนำมาหยดใส่ที่ตรวจครรภ์อีกครั้งหนึ่ง

3. ที่ตรวจครรภ์แบบผ่าน (Strip)แบบสุดท้ายนี้เป็นแบบที่เรานำที่ตรวจครรภ์ไปจ่อให้ตรงกับปัสสาวะที่เราบ่อยออกมาได้เลย
คำแนะนำสำหรับคุณแม่คนใหม่เมื่อคุณสุภาพสตรีทราบแน่ชัดว่ามีการตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที่ เพื่อให้แพทย์ดูแลทั้งคุณแม่และคุณลูกให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา การตั้งครรภ์รวมทั้งจะได้เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหรือความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้คุณแม่สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง

         การปฏิบัติตนในระหว่างตั้งครรภ์อาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะอาหารและทุกสิ่งที่คุณแม่รับประทานจะมีผลต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ อาหารที่ควรรับประทานได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว ผลไม้ รวมทั้งยา วิตามินที่ได้รับจากการฝากครรภ์

อาหารที่ไม่ควรรับประทานได้แก่ อาหารเผ็ดจัด เค็มจัด อาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ของหมักดอง ผงชูรส ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่

การขับถ่ายหญิงตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาท้องผูก ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ถ้าท้องผูกมาก ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์

การพักผ่อนควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรหาเวลาพักผ่อนบ้างในตอนกลางวัน ไม่ควรยกของหนักและยืนนาน ๆ

การออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี หญิงตั้งครรภ์สามารถทำงานบ้านได้ตามปกติ การเดินเล่นในที่อากาศปลอดโปร่ง บริหารกายด้วยท่าง่าย ๆ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ควรหักโหมจนเหนื่อยหรืออ่อนเพลียเกินไป

การดูแลสุขภาพฟันหญิงตั้งครรภ์มักมีปัญหาเหงือกอักเสบและฟันผุง่าย จึงควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ และพบทันตแพทย์อยู่เสมอเพื่อตรวจเช็คสุขภาพในช่องปาก

เสื้อผ้าควรใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ เลือกใช้ยกทรงที่มีขนาดเหมาะสมใส่สบาย พยุงทรงได้ดี รองเท้าควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย

การมีเพศสัมพันธ์
ควรงดในระยะใกล้คลอดหรือเมื่อมีอาการเลือดออก ในรายที่มีปัญหาอื่นควรปรึกษาแพทย์

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ทันที

1.คลื่นไส้อาเจียนมากผิดปกติ
2.มีเลือดออกทางช่องคลอด
3.ตกขาวมาก คันช่องคลอด
4.ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว
5.น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว
6.บวมตามหน้า แขน ขา
7.มีไข้สูง ปัสสาวะแสบขัด
8.ลูกดิ้นน้อยลง (อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น)
9.มีน้ำใส ๆ คล้าย ๆ ปัสสาวะออกทางช่องคลอด
10.ปวดท้องหรือท้องแข็งแกร็งบ่อยมาก
11.สิ่งที่ควรนำมาโรงพยาบาลเมื่อมาคลอด
12.ของใช้ส่วนตัวสำหรับคุณแม่
13.ของใช้สำหรับเด็กอ่อน
14.หลักฐานในการทำสูติบัตร ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของคู่สมรส สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้าจดทะเบียน) ชื่อบุตร (จะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ได้)

อาการแสดงว่าใกล้คอลด ควรรีบมาโรงพยาบาล1.มีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด
2.มีน้ำเดิน
3.มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

การคลอดปรกติเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 9 เดือนเต็ม หรือประมาณ 281 วันจะครบกำหนดคลอด แต่ก็จะมีคุณแม่ประมาณ 4% ที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดหลังกำหนด ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วกว่ากำหนดประมาณ 10 วันการคลอดก่อนกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาตอนมีอายุครรภ์ไม่ถึง 40 สัปดาห์ซึ่งเด็กที่เกิดมาส่วนมากจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัมการคลอดเกินกำหนด หมายถึง การที่คุณแม่คลอดทารกออกมาช้ากว่ากำหนด เมื่อครรภ์มีอายุครบกำหนดคลอดมากกว่า 10 วัน

อาการผิดปกติของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ที่ควรมาพบแพทย์ทันที
1.มีเลือดออกจากช่องคลอด เมื่อตั้งครรภ์ประมาณเดือนเศษ คุณแม่บางคนอาจจะมีเลือดออกมาทางช่องคลอดเพียงเล็กน้อย เพียงแค่วันสองวันก็จะเงียบหายไป เป็นเรื่องที่ปกติที่เรียกว่า “เลือดล้างหน้า? แต่ถ้าสามวันแล้วเลือดไม่ยอมหยุด แม้จะออกเพียงแค่กระปิดประปอยก็ตาม คุณแม่ก็ต้อง ไปพบแพทย์แล้ว เพื่อตรวจหาสาเหตุว่า เลือดนั้นออกมาจากตรงส่วนไหน หรือจากอะไรกันแน่ เป็นการตั้งครรภ์ไข่ฝ่อ คือไม่มีตัวเด็กหรือเปล่า หรือว่าเป็นอย่างอื่น เพราะการที่เลือดออกหลายๆ ครั้งในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแน่นอน2.อาการปวดท้อง หรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง
3.มีน้ำเดิน (สิ่งขับถ่ายทางช่องคลอด) บางครั้งที่น้ำเดินเกิดขึ้นห่างจากวันครบกำหนดคลอดมาก ลูกในครรภ์ก็ยังเล็กอยู่ เมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ว่าลูกจะครบกำหนดหรือไม่ ควรรีบไปหาหมอทันที หมอจะทำการตรวจภายในเพื่อดูว่าเยื่อหุ้มลูกแตกหรือไม่ หรือถ้ายังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ถ้ามีอาการบ่งบอกมีการติดเชื้อขึ้นมาหมอก็ต้องยุติการตั้งครรภ์ ถึงแม้ยังไม่ครบกำหนดคลอด เพราะเด็กในครรภ์อาจจะติดเชื้อและเกิดอันตรายได้4.มีไข้สูง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรักษาต่อไป
       5.ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว
6.อาเจียนอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะจะพบได้ 1 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด มักจะเกิดระหว่างอายุครรภ์ 6-12 สัปดาห์ และจะหายไปเองภายหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นก็ได้ ถ้าอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นมาก และเป็นตลอดทั้งวัน จนกระทั่งร่างกายได้รับอาหารและน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีผลร้ายอื่นๆ ตามมาจนอาจเป็นอันตรายได้ ถ้าได้รับการช่วยเหลือและดูแลไม่ทัน7.ทารกในครรภ์หยุดดิ้นหรือดิ้นน้อยลงถ้ามารดารู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงหรือลดลง เป็นสัญญาณอันตรายที่มารดาต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไปว่าทารกในครรภ์มีสุขภาพเป็นอย่างไรและต้องให้การรักษาหรือไม่ ซึ่งการที่ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงมักเกิดร่วมกับภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ และก่อนที่ทารกในครรภ์จะเสียชีวิต 12-48 ชั่วโมงจะพบว่ามารดาจะให้ประวัติว่าทารกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น ดังนั้นการบันทึกหรือนับการดิ้นของทารกในครรภ์จะช่วยในการค้นหาหรือแก้ไขภาวะ ที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได 

แอด line มาปรึกษาได้ 24ชม.